เว็บไซต์ สตรีวิทยา 2009 คอลเลคชั่น 3 โดยน้องมุย

ผลงานชุดที่ 1 ของมุยๆ มือใหม่หัดเป็นกราฟฟิค Tongue << เออ อันนี้ก็อย่างที่เห็นแหละ

Read the rest of this entry »

เว็บไซต์ สตรีวิทยา 2009 - ชุดทดลอง 2 โดยมุก

ชุดที่ 2 เป็นตามอารมณ์ของศิลปิน .. เค้าว่าอย่างนั้น

พระจันทร์สีรุ้ง ตอนที่ 5&6

http://lh3.ggpht.com/_REEBI8p4NjM/SgvcJjkN_rI/AAAAAAAAI6E/xYltQcG5k28/s800/dara_1.jpg

ตอนที่ 5

ค่ำนี้ อารักษ์เห็นตะวันกลับมาที่พักแล้วยังนั่ง หน้าตูมอยู่คนเดียว รีบเอาใจ ยกน้ำส้มคั้นมาให้ ถามว่า ไม่สบายใจเรื่องปลายฟ้าหรือ ตะวันบอกพ่อตามตรง เขารักปลายฟ้า ไม่ได้หวังตอบแทน แต่น้อยใจที่ปลายฟ้า ทิ้งดอกไม้ของเขา แต่พ่ออย่าห่วง เขาขอทำใจแป๊บนึงก็หายแล้ว

“พ่อขอถามอะไรหน่อย คุณอรดุด่าลูกสารพัด ทำไมยังช่วยเขา” ตะวันย้อนถามว่า พ่อเห็นหรือ “เอ้อ…พ่อกำลังจะกลับก็เลยเห็นเข้า” ตะวันเดินไปที่หน้าต่าง สารภาพ

” ตั้งแต่วันแรกที่เจอคุณอร ไม่ว่าเขาจะดุด่าทำร้ายยังไง ตะวันแค่โกรธ แต่ไม่เคยเกลียดเขาเลย เห็นร้านคนน้อยก็ห่วงว่าเขาจะขาดทุน เห็นเขาเจ็บก็เหมือนตะวันจะเจ็บไปด้วย” อารักษ์ฟังแล้วยิ่งเจ็บปวดถึงหัวใจ “ตะวันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกกับคุณอรแบบนี้”

“เจ็บอย่างนี้สินะ เขาถึงเรียกว่าสายใยแม่ลูก” อารักษ์ พึมพำ ตะวันไม่ได้ยิน เขาเดินไปหาตะวัน

“ตะวันเคยรู้สึกกับพ่อเหมือนอย่างรู้สึกกับคุณอรไหม”

” ไม่เคยครับ”ตะวันยิ้มให้พ่ออย่างจริงใจ “ตะวันห่วงคุณอร แต่น้อยกว่าที่ห่วงพ่อ ตะวันตายแทนคุณอรไม่ได้ แต่ตายแทนพ่อได้ ตะวันไม่ได้รักคุณอร แต่ตะวันรักพ่อ” อารักษ์ มองตะวันตื้นตันจนน้ำตาเอ่อ “สิ่งที่ตะวันรู้สึกกับพ่อมันมากกว่าที่รู้สึกกับคุณอรหลายร้อยเท่า คุณอรเป็นคนอื่นแต่พ่อเป็นพ่อ ตะวันไม่ห่วงคนอื่นมากกว่าพ่อของตัวเองหรอกครับ”

อารักษ์มองตะวันเหมือนเห็นลึกถึงหัวใจ ดึงลูกมากอดอย่างมีความสุขแล้วพึมพำ “ลูกพ่อ”

ooooooo

ตะวัน เกิดความลำบากใจที่สุด เมื่อนึกถึงเวลาที่ความเป็นเดือนของเขาจะต้องมาทำกิจกรรมให้ส่วนรวม แต่พอเกยูรพามาถึงหน้าห้องกิจกรรม เกยูรเร่งให้เข้าไปลาออก ทั้งนี้เกยูรคิดแต่จะให้ตะวันลาออก เพราะจะได้ไม่ ต้องทำงานคู่กับปลายฟ้า แต่ตะวันยังลังเล ตัดสินใจไม่ได้

พอดีปลายฟ้ามาถึง จึงทักทายว่า พากันมาดูตารางกิจกรรมดาวเดือนหรือไร เกยูรบอกตะวันจะมาลาออกจากเดือน ปลายฟ้าตกใจถาม ตะวันรีบบอกว่า เขาลางานไม่ได้

“ตะวันยังไม่ต้องลา ออกหรอกค่ะ” ปลายฟ้าเสนอตัว “ฟ้าจะลองไปขอร้องน้าอรดู น้าอรอาจยอมฟังฟ้า ยอมให้ตะวันลางานได้” ตะวันฟังแล้วดีใจที่ปลายฟ้าจะช่วย แต่เกยูรทำหน้าเหยใส่

“นี่เธอไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้กันแน่ ที่คุณอรไม่ให้ตะวันลาเพราะอยากแกล้งตะวัน เขาก็รู้ว่าตะวันเป็นเพื่อนเธอ ถ้าเขาเกรงใจเธอ คงไม่แกล้งตะวันอย่างนี้หรอก”

ปลายฟ้าขอให้เธอไปคุยดูก่อน น้าอรไม่ยอมค่อยมาลาออก ตะวันขอลองดูก่อน เกยูรของขึ้นทันที
“ถ้าตะวันคิดว่า ปลายฟ้าช่วยแก้ปัญหาได้ดีกว่าเรา ตะวันก็ไปกะเขาละกัน” เกยูรปึงปังไป

“เกยูรเป็นอะไร ทำไมต้องไม่พอใจด้วย” ปลายฟ้ามองตะวันงงๆ

” เกยูรเชื่อมั่นในความคิดตัวเองมาก พอไม่ได้อย่างที่คิดเลยหงุดหงิด แต่ถึงจะเอาแต่ใจไปบ้าง เขาก็เป็นคนดี คุณปลายฟ้าอย่าถือสาเกยูรเลยนะครับ”

ปลายฟ้ายิ้ม พยักหน้าให้ตะวันอย่างเข้าใจ ตะวันยิ้มตอบ ชื่นชมน้ำใจปลายฟ้า

ooooooo

ขณะ ที่อรดีกำลังนั่งตรวจบัญชีในร้าน แก้วตาเดินมาถามว่า คุณอรดีใช่ไหม อรดีมองแก้วตาแบบชาวบ้าน จึงรับอย่างไม่มอง แก้วตาจึงบอกว่า เธอเอาเงินมาใช้หนี้แทนตะวัน อรดีรีบให้เอามาเลย แก้วตาส่งเงินให้ อรดีมือนับเงิน ปากก็เริ่มแกว่ง

Read the rest of this entry »

Intensive Exclusive Story นาทีชีวิต : ชินบัญชร / น้องมุย

ย่ะฮู้ !!!!! Story ใหม่เอี่ยมมาอีกแล้ว วันนี้สคู๊ปพิเศษจะมาเจาะลึกถึงความรู้สึกของเพื่อนๆ หลังการสอบท่องพระคาถาชินบัญชร เพื่อรับ 10 คะแนน (10 เปอร์เซ็น) ในวิชาเคมี เอ้า .. อย่ามัวพูดมากอยู่เลย เรามาเริ่มที่คนแรกก่อนเลย คงจะไม่ใช่ใครอื่น นอกจากผู้เขียน หรือน้องมุยๆ นั่นเอง ..

สวัสดีจ้ะ ฉันชื่อมุยๆ ฉันเขียนหัวเรื่องได้โอเว่อร์เอามากๆ วันนี้ วันที่ 1 มิ.ย. เ็ป็นวันที่เพื่อนๆของฉันในห้อง ม.4.6 ทุกคนจะต้องไปสอบท่องชินบัญชร หลังจากที่ผ่านเปิดเทอมมา วันแรกปุ๊ป อ. ก็สั่งเลย แต่ฉันไม่อยู่ ก็เลยไม่รู้ว่าต้องท่อง แต่เพื่อนๆก็บอกให้ท่อง พูดถึงการท่องที่ผ่านมา มีการวางแผนอย่างเป็นระบบมาก แต่อันที่จริงก็ทำตามบ้าง ไม่ทำตามบ้าง อาจจะมีภารกิจอื่นๆมาแทรกแซง แต่เราก็ตั้งเกณฑ์ขั้นต่ำไว้เสมอ ฉันจะไม่ท่องเกินวันละ 2 บทเด็ดขาด เพราะมันจะตีกันมั่วไปหมด แต่จะเอา 2 บท ที่ได้เท่านั้นมาทบทวน จนจำเข้าไปในจิตใต้สำนึกของฉัน (ฉันโอเว่อร์อีกแล้ว)

เอาล่ะ พูดให้เข้ากับหัวข้อหน่อยนะ วันนี้หลังจากเรียนเลขเสร็จ ปั่นการบ้าน 7 ข้อด้วยความเร็วสูง หิวข้าวแบบท้องร้องตลอด แล้วก็ชักชวนเพื่อนๆของฉัน ไปท่อง แต่อาจารย์ไม่อยู่ พวกเราก็เลยลงไปกินข้าว ตอนขึ้นมาก็มีเพื่อนๆรอสอบอยู่แล้ว แต่พวกเราก็ยังใจไม่ถึงพอ ฉันขอเล่าว่าตอนนั้นใจฉันสั่นเลย รู้สึกได้เลยนะ ในคาบประวัติศาสตร์ ก็ค่อนข้างว่าง ก็ใช้เวลาในส่วนนี้ทบทวน จากนั้นก็มาถึงห้องเคมี มีเพื่อนๆรอเข้าคิว เยอะมาก แล้วแบบว่าก็ตื่นเต้นอีกแล้ว เห้ออ เข้าคิวนานสักพัก เริ่มเบื่อ อยากสอบแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงๆ เพื่อนให้แซงมาข้างหน้า เท่านั้นละ สมาธิเริ่มแย่ แต่ก็อยากสอบเพราะทั้งอยากกลับบ้าน และก็ทนความเหม็นเริ่มไม่ไหว คือมันเหม็นจริงๆ ตอนกลับบ้านมันยังติดเสื้อ จนหม่าม๊ารู้สึกเลยล่ะ

พูดถึงนาทีตอนสอบ มีเพื่อนๆที่อยู่ห้องกิฟ มานั่งเรียงกัน 3 คน อาจารย์ให้มิ้นท์ (1 ในนั้น) มานั่งข้างๆฉัน เค้านั่งบนเก้าอี้ แต่ฉันคุกเข่าอยู่ที่พื้น ไม่รู้จะคุกเข่าท่าไหน ก็เลยติดโต๊ะ แถมมองหน้าอาจารย์อีก ท่อนแรกๆ สมาธิอาจจะยังไม่เกิด ท่องไปตามที่ติดปาก มันก็เลยมึนๆ จับไม่ได้ว่าถึงไหนแล้ว จนกระทั่ง .. ผิด อุ้ย! ได้สติมาแล้ว ท่อนนั้นคือ “เกสะโตปิฏิภาคัสสมิง” เราต่อด้วย “นิสินโน” อุ้ย มันผิดนี่หว่า ก่อนอาจารย์จะพูดอะไร เราสวนเลยว่า “สุริโย ..” เยส รอดแล้ว ตอนนั้นเริ่มดีขึ้น นึกถึงหน้าในหนังสือที่ท่อง ค่อยๆไล่ไปเรื่อยๆ ติดขัดบ้าง แต่ก็นึกออก มีหันหน้าไปทางมิ้นท์นิดหน่อย เค้าก็ยิ้มแบบลุ้นๆ พอถึงท่อนสุดท้าย แรงฮึดมาเพียบเลย เอิ๊กๆ ในที่สุดก็จบ โอ้ย ตอนนั้นโล่งสุดๆ รอดแล้วๆ เย้สสสส ..

สุดท้ายก็ต้องบอกว่า พระคาถานี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ….. ฉันขอลาก่อน สวัสดีจ้ะ

น้องมุยๆ (เชี่ยว)

จบไปแล้ว สำหรับ story แบบ exclusive สุดๆ ส่วนคนต่อไปจะเป็นใคร ต้องติดตามนะคะ ไม่ได้มีแค่ ห้อง 4.6 แน่นอน แต่เราจะพาทุกๆคนไปเจาะลึก ถึงนาทีของเพื่อนๆคนอื่นๆบ้าง อย่าลืมมาติดตามกันนะจ๊ะ สำหรับวันนี้ สวัสดีนักเรียน

ป.ล. วันนี้มีสะใภ้ไกลปืนเที่ยงตอนอวสาน ห้ามลืมดู!

ป.ล. 2 :: Count Down พระจันทร์สีรุ้ง .. อีก 2 วันเท่านั้น

พระจันทร์สีรุ้ง ตอนที่ 3&4

ละคร พระจันทร์สีรุ้ง ตอนที่ 3

ตอนที่ 3

เมื่อ อารักษ์ถูกพาไปยังห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลในสภาพสิ้นสติ มีแต่เลือดแดงฉาน ตะวันร้องไปวิ่งตามพ่อตลอดทาง พอส่งเข้าห้องฉุกเฉิน ตะวันจะตามเข้าไป ถูกห้ามไว้ แก้วตามาดึง ตะวันจึงลงนั่งแล้วร้องไห้คร่ำครวญวิงวอนไม่ให้พ่อเป็นอะไร…ร่ำร้อง ให้หมอช่วยชีวิตพ่อไม่ขาดปาก แล้วยังลุกขึ้นจะไปหาพ่อ ป้อมองอยู่นาน จึงเข้าไปสำทับทันที

“อยากมาหาอะไรตอนนี้” ตะวันมองอย่างหวาดๆ “ถ้าเมื่อกี้เธอไม่วิ่งหนี นังรักษ์คงไม่โดนรถชนอย่างนี้” ตะวันฟังแล้วยอมรับว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ จึงถูกป้อสำทับต่อ “จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เธอก็เป็นต้นเหตุอยู่ดี ถ้ารู้ว่าโตมาทำเพื่อนฉันวินาศสันตะโรอย่างนี้ ฉันเอาขี้เถ้ายัดปากเธอตั้งแต่เด็กแล้ว”

“ตะวันกำลังเสียขวัญ ทำไมต้องดุกันตอนนี้ด้วย” ครูชนะปรามอย่างสงสารตะวัน

” เพราะฉันสงสารเพื่อนฉันน่ะสิ คุณไม่รู้หรอกว่าเพื่อนฉันเสียสละเพื่อไอ้เด็กคนนี้มากแค่ไหน ทั้งๆที่มันไม่ใช่…” ป้อลำเลิกมาถึงตรงนี้ ครูชนะรีบตัดบท

“ไม่ว่าอดีตจะเป็นยังไง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมารื้อฟื้นกันตอนที่คุณอารักษ์เจ็บอย่างนี้นะครับ”

ป้อ เริ่มรู้สึกตัวว่าจะเลยเถิด มิ้นท์รีบมาดึงป้อไปนั่ง แก้วตามองไปทางห้องฉุกเฉินด้วยอาการหนาวสั่นหวั่นวิตกว่าอารักษ์จะอยู่ใน สภาพร้ายแรงแค่ไหน แต่มันคือระหว่างความเป็นกับความตาย
ทุกคนรอกระทั่งเช้า…หมอจึงออกมาอยู่ในวงล้อมให้ญาติซัก

“สมองคนไข้ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก หมอทำได้แค่ยื้อเวลาเขาไว้ด้วยเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น”

“หมายความว่าอารักษ์กำลังจะตาย” ป้อซักปากสั่น… หมอพยักหน้า ตะวันร้องเรียกพ่อลั่น

“แล้วเค้าจะอยู่อีกนานแค่ไหนคะ” แก้วตาฟูมฟาย

“หมอตอบไม่ได้ คนไข้พร้อมจะไปทุกวินาที พวกคุณเข้าไปดูใจเขาได้ครับ”

“พ่อ…พ่อครับ…” ตะวันร้องขึ้น วิ่งนำเข้าไปในห้อง ทุกคนกรูตาม

อารักษ์ ใช้เครื่องช่วยหายใจระโยงระยาง แสดงว่าหมอพยาบาลได้ช่วยชีวิตเขาอย่างเต็มที่แล้ว แต่ช่วยไม่ได้ ทุกคนร้องไห้ระงม รำพันถึงอารักษ์เหมือนจะสิ้นใจ ตะวันคนเดียวที่กอดพ่อ แล้วเรียกร้องเหมือนเด็กบ้า

“พ่อครับ…พ่อโกรธตะวันที่ทำให้พ่อถูก รถชนใช่ไหม พ่อถึงจะทิ้งตะวันไป…ตะวันขอโทษ ยกโทษให้ตะวันนะครับ กลับมาอยู่กับตะวัน พ่ออย่าทิ้งตะวันไปนะครับ อย่าทิ้งตะวัน ฮือ…”

เสียง เครื่องวัดหัวใจส่งเสียงตี๊ดยาว แล้วหยุดนิ่งทุกเส้นกราฟ…แสดงว่าหัวใจหยุดเต้นแล้ว ทุกคนร้องโฮ ป้อแข่งกับแก้วตาร้องว่าอารักษ์สิ้นแล้ว คนอื่นพึมพำและสลดใจ มีตะวันคนเดียวที่ร้องเรียกหาให้พ่อกลับมา ปลุกให้พ่อตื่น ไม่ยอมให้พ่อตาย จนแก้วตาเข้าไปดึงตะวัน เขากลับซบหน้าบนอกพ่อ ตัดพ้อพ่อไม่รักตะวัน จึงทิ้งตะวันไปแบบนี้…อารักษ์มีน้ำตาไหลออกมาเหมือนจะยืนยันว่าพ่อรับรู้ และค้านว่าพ่อรักตะวันที่สุด…

เสียงเครื่องวัดหัวใจดังแหลมวี้ดขึ้นมาอีก…แก้วตากับป้อร้องขึ้นพร้อมกัน…คุณหมอ ตามคุณหมอมาด่วนที่สุด…

ไม่ นาน ทั้งหมอและพยาบาลวิ่งเข้ามาเช็กเครื่องดูหัวใจ บ้างก็ดึงฟิล์มเอกซเรย์ออกมาดูมาอ่านอย่างเร่งร้อน…หมออุทานว่า จู่ๆหัวใจเกิดเต้น สมองก็กลับมาทำงานอีก เป็นไปได้ยังไง… ป้อรีบถามว่า เขาไม่ตายแล้วใช่ไหมคะคุณหมอ

“เหมือนปาฏิหาริย์ เขาพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่อาการอื่นคงต้องเช็กละเอียดอีกสักสองสามวัน”

” ไชโย้…พ่อยกโทษให้ตะวันแล้ว พ่อไม่ทิ้งตะวันแล้ว” ตะวันกอดพ่อหัวร่อร่า “พ่อกลับมารักตะวันเหมือนเดิมแล้ว” ครูชนะชูความรักทำให้เกิดปาฏิหาริย์ แก้วตาบอกว่า คุณอารักษ์ กลับฟื้นเพราะห่วงคุณตะวัน

“นังรักษ์มันทั้งทำบุญทำกรรมร่วมกับเด็กคนนี้ เด็กคนนี้ทั้งทำให้นังรักษ์ตายแล้วฟื้นกลับมาได้”

เมื่อไม่มีใครยอมกลับบ้านไปพักผ่อน เก้าอี้คนไข้

แถว นั้นจึงเป็นที่พักนอน แต่ตะวันแทบจะไม่ยอมห่างเตียงอารักษ์ อยากจะดูเวลาพ่อฟื้น….แต่เมื่ออารักษ์ลืมตาตื่นในตอนเช้าวันนี้ จึงยังไม่รู้ว่าตะวันฟุบหลับข้างเตียงนั่นเอง… อารักษ์มองไปมา ร้องหา

” ตะวัน…ตะวันอยู่ไหนลูก” แล้วจึงได้สติ พึมพำว่า เราถูกรถชน…พอขยับตัว เจ็บตัวร้องโอยขึ้นทันที…เสียงร้องปลุกตะวันตื่นขึ้น พอเห็นพ่อตื่นจึงร้องอย่างดีใจ “พ่อ…พ่อฟื้นแล้ว” อารักษ์เห็นตะวันจึงเรียกลูกอย่างตื่นเต้น ลุกขยับตัวมาเอง โดยตะวันช่วยพยุง ถูกลูกถาม อารักษ์บอกยิ้มๆว่า พ่อไม่เจ็บซะหน่อย…จากนั้นตะวันก็ร้องไห้สารภาพผิดทุกอย่าง ทั้งขอโทษ และขอให้ยกโทษให้ อารักษ์ไม่ยอมยกโทษให้ เพราะตะวันไม่เคยทำให้พ่อโกรธเลย ตะวันจึงสัญญาว่า ต่อไปนี้จะไม่ทำให้พ่อเสียใจ จะเป็นลูกที่ดี จะทำให้พ่อภูมิใจในตัวเขาตลอดไป

“ทูนหัวของพ่อ พ่อรักลูกเหลือเกิน”

“ตะวันก็รักพ่อครับ” ตะวันกอดพ่อ…ทั้งสองจึงกลับมามีความสุขและจะมีความสุขยิ่งกว่าที่ผ่านมา

ooooooo

ตะวัน กับแก้วตา ดูแลอารักษ์ที่ห้องพักในโรง-พยาบาลอย่างดีที่สุด โดยเฉพาะตะวัน ทำทุกอย่างให้พ่อ ทั้งให้ยา ป้อนอาหาร ช่วยลุกนั่งนอน ไม่ยอมห่าง โดยมี แก้วตาเป็นคนสอนให้ปฏิบัติ

แต่เมื่ออารักษ์ จะทำแก้วน้ำหล่น เขาร้องว้ายส่งเสียงแต๋ว อย่างลืมตัว ตะวันนิ่งไปชั่วครู่

” พ่อครับ ตะวันขอถามหน่อยนะครับ” อารักษ์ขมวดคิ้วหนักใจว่าจะถามอะไร “พ่อไม่รักผู้หญิง แล้วพ่อมีตะวันได้ยังไง” อารักษ์ชะงักกึก แก้วตามองอย่างหนักใจแทน ตะวันจึงคาดคั้น “ถ้าพ่อไม่บอกตะวัน ตะวันคงไม่สบายใจไปตลอดชีวิต พ่อบอกตะวันเถอะนะครับ”

“เพื่อความสบายใจของตะวัน พ่อจะเล่าความจริงทุกอย่างให้ลูกฟัง”

อารักษ์เล่าความเป็นมาของตะวันและแม่ ตั้งแต่เริ่มแรก กระทั่งตะวันเติบโตมา…อารักษ์ย้ำให้ตะวันรับรู้

“แม่ตะวันไม่รู้ว่าตัวเองท้องกับใคร…พอคลอดตะวัน ออกมา แม่ของตะวันก็มีความจำเป็นที่เลี้ยงตะวันไม่ได้ พ่อเลยเอาตะวันมา”

“ตะวันไม่ใช่ลูกพ่อ” ตะวันเอ่ยขึ้น น้ำตาคลอ “แม่ของตะวันเป็นใครครับ”

อารักษ์ จึงกลบสิ่งไม่ดีของแม่ตะวันไว้ บอกว่าแม่ของตะวันเป็นคนดี เป็นแม่ค้าขายผ้าใกล้ที่ทำงานพ่อ เธอชื่ออรดี… ตอนนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหน หลังพ่อเอาตะวันมาแล้วก็ไม่ได้ข่าวเขาอีกเลย…ตะวันฟังแล้วน้ำตาพร่างพรู อารักษ์ถามทันที

“ร้องไห้ทำไม ลูกไม่ดีใจเหรอ ที่รู้ว่า ตัวเองไม่ใช่ลูกกะเทย หรือว่าตะวันเสียใจที่ถูกแม่ทิ้ง”

” ตะวันไม่เสียใจที่ถูกแม่ทิ้ง แต่เสียใจที่ตะวันไม่ใช่ลูกพ่อ” อารักษ์ฟังแล้วเรียกตะวันอย่างตื้นตันใจ “ขอบคุณมากนะครับที่พ่อเลี้ยงตะวันมา ทั้งๆที่ตะวันไม่ใช่ลูกพ่อ พ่อเมตตาตะวันเหลือเกิน…อยากขอพ่ออีกเรื่องได้ไหมครับ”

“ตะวันอยากได้อะไรบอกพ่อมาเลย พ่อเต็มใจให้ลูกทุกอย่าง”

“ตะวันอยากขอให้พ่อเป็นพ่อของตะวันต่อไปได้ไหมครับ”

“ตะวันไม่รังเกียจพ่อกะเทยคนนี้แล้วหรือลูก”

“ไม่ว่าพ่อจะเป็นยังไง ตะวันก็จะรักพ่อคนเดียวของตะวันคนนี้ เป็นพ่อของตะวันต่อไปนะครับ”

อารักษ์เรียก ตะวันลูกพ่อ แล้วพ่อลูกกอดกันแน่นด้วยความรู้สึกดีๆ แก้วตาน้ำตารื้นตื้นตันใจ

ooooooo

ไม่ กี่วันต่อมา แม้อารักษ์จะยังเดินไม่ถนัดนัก เพราะหมอบอกว่าสมองบางส่วนยังสั่งงานได้ไม่เหมือนเดิม แต่อารักษ์ก็เดินกะเผลกไปกับตะวันและแก้วตาได้ โดยไม่ต้องนั่งรถเข็น…จากโรงพยาบาลกลับมาที่ร้าน ดำเนินชีวิตการงานไปตามปกติ

อารักษ์พาแก้วตาและตะวันไปสนามเด็ก เล่น เพราะการเดินเป็นการบำบัดไปในตัว…ขณะที่จะเอาลูกบอลไปเตะกัน สองพ่อลูกเดินผ่านสุเมธ ศัตรูเก่าเห็นพวกตะวัน จึงถามพ่อแม่ว่า อารักษ์ทำไมขาเป๋ พ่อสุเมธกลับเปรยให้ได้ยินว่า…เป็นกะเทยก็ทุเรศมากแล้ว ยังขาเป๋อีก น่าสมเพชจริงๆ

อารักษ์ได้ยิน กลัวลูกอาย จึงเสนอว่าเรากลับกันดีกว่า… ตะวันหันมาบอกพ่ออย่างไม่ยี่หระ

“ทำไมเราต้องหนีด้วยครับพ่อ” ตะวันพูดเสียงดังให้คนแถวนั้นได้ยินกันทั่ว “เราไม่ได้ทำอะไรผิดนะครับ

พ่อ เป็นกะเทย ไม่ทำให้ผมเสียใจเลย ดีใจด้วยซ้ำที่พ่อเป็นทั้งพ่อทั้งแม่” ปรายตาไปหาสุเมธ “ไม่เหมือนคนอื่นที่ต้องมีทั้งพ่อกับแม่สองคน พ่อของผมเป็นได้ทุกอย่าง เล่นบอลกับผมก็ได้ ทำกับข้าวให้ผมกินก็อร่อย ตัดผมให้ผมก็เท่สุดๆ” หันไปหาพ่อ “ที่เขามองพวกเรา เพราะเขาอิจฉาเราต่างหากล่ะครับ” พวกพ่อแม่สุเมธและคนอื่นๆที่ได้ฟังต่างก็อึ้งกิมกี่ รีบหันหน้าหลบไปทางอื่น แก้วตากับอารักษ์ยิ้มสบายใจ

ตะวันชวนพ่อไปเตะบอล พ่อพยักหน้ายิ้มอย่างภูมิใจและมีความสุขที่สุด…

ooooooo

อีก 6 ปีต่อมา…ตะวันกลายเป็นนักกีฬาที่ชื่อดังที่สุดในโรงเรียน เขานำทีมฟุตบอลคว้าชัยชนะต่อชัยชนะอย่างต่อเนื่อง…ครูชนะชื่นชมตะวันที่ ทั้งเล่นบอลเยี่ยม เรียนหนังสือก็เก่ง…หลังแข่งบอลแล้ว อารักษ์จึงเชิญครูชนะไปทานข้าวที่บ้าน ตะวันเห็นสายตาครูชนะแล้ว จึงให้แก้วตาชวน ครูชนะตกลง ทั้งอาสาช่วยแก้วตาทำกับข้าวด้วย

ความ สนิทสนมของครูชนะกับครอบครัวตะวัน ทำให้รู้ว่า ครูชนะนั้นมีใจกับน้าแก้วตาของตะวันมาก ส่วนตะวันก็บอกครูว่า เขาอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยคณะรัฐศาสตร์ ซึ่งอารักษ์กับแก้วตาหนุนเต็มที่ พ่อจะหายาบำรุงมาให้ตะวันดูหนังสือเรียนให้หนัก ส่วนครูชนะให้แก้วตาทานเยอะๆ จะได้มีแรงทำกับข้าวให้ตะวันกิน…

หลัง จากพ่อลูกทั้งเล่นทั้งออกกำลัง ทั้งอ่านหนังสืออย่างหนักมาตลอด ในที่สุด ตะวันก็สอบเข้าคณะรัฐศาสตร์ ได้สำเร็จ…ทั้งสามคนพ่อลูกและน้าแก้วตา ต่างเตรียมตัวเดินทางเข้ากรุงเทพฯเต็มที่ อารักษ์กับตะวันตัดผมให้กัน เพราะตะวันได้รับการฝึกมาอย่างดี

อารักษ์หยิบสร้อยเชือกถักมีลูกแก้วเป็นสีรุ้งออกมาเป็นของขวัญให้ลูก

” นี่คือ พระจันทร์สีรุ้ง…ขอให้สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจ เวลามีเรื่องร้ายๆ ขอให้ลูกพ่ออดทน ให้คิดไว้เสมอว่า เราต้องผ่านมันไปให้ได้” ตะวันรับมา พร้อมสัญญาว่าจะอดทน จะไม่ทำ ให้พ่อผิดหวัง

อารักษ์บอกลูกว่า กลับจากส่งลูกแล้ว พ่อคงนอนไม่หลับหลายวัน ตะวันจึงบอกว่าเขามีวิธีทำให้หลับ พออารักษ์อยากรู้ ตะวันจึงบอกว่าให้นับดาว…อารักษ์ยิ้ม เพราะตะวันเอาสิ่งที่พ่อสอนเขามาย้อน…แล้วตะวันก็ร้องเพลงกล่อมลูก แต่เปลี่ยนเนื้อเพลงเป็นลูกกล่อมพ่อ…ตะวันร้องไป อารักษ์ฟังไป มองท้องฟ้าแล้วยิ้มอย่างมีความสุข…
จากนั้นอารักษ์ก็พาแก้วตาไปส่ง ตะวันที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ จัดการเรื่องหอพัก เสื้อผ้า และอุปกรณ์ การเรียนและอยู่หอพักให้พร้อม วันแรกที่เข้าไปมหาวิทยาลัยก็เป็นวันที่พ่อไปส่งตะวันถึงประตูมหาวิทยาลัย ก่อนที่พ่อกับน้าแก้วตาจะเดินทางกลับเชียงใหม่

แล้วต่างล่ำลากันด้วยความรักและคิดถึงตรงประตู

เข้า มหาวิทยาลัยนั่นเอง อารักษ์มองตามหลังลูกชายเข้าไปจนลับตา แล้วก็พาแก้วตาเดินไปหารถ แต่แล้วทั้งสองต้องตกใจสุดขีด เมื่อเสียงรถเก๋งเบรกดังลั่น ทั้งสองหันไปมอง เห็นรถเก๋งคันใหญ่เบรกแล้วหยุด นักศึกษาคนหนึ่งตกใจแทบตายหวิดถูกชน โดดไปยืนตัวสั่นริมฟุตปาท

หญิงเจ้าของรถระดับไฮโซลดกระจกลง ส่งเสียงด่านักศึกษาไม่ดูตาม้าตาเรือ เดี๋ยวตายก่อนเข้าเรียน…อารักษ์เห็นเต็มตา เห็นชัดว่าเป็น “อรดี” กำลังจะอ้าปากว่านั่นมัน…แก้วตาถามทันทีว่ารู้จักเขาเหรอ อารักษ์นึกได้ ปฏิเสธทันทีว่าไม่รู้จัก… เขามองตามรถอรดีไป ได้แต่พึมพำ

“คงไม่ใช่หรอก คนอย่างอรดีจะขับรถแพงๆมามหาวิทยาลัยอย่างนี้ได้ไง” อารักษ์เดินนำต่อไป…

ooooooo

ตะวัน มาถึงหน้าคณะรัฐศาสตร์ วันนี้มีรับน้อง เสียงกลองฉิ่งฉับดังสนุกครึกครื้น…เขารีบวิ่งไปดูที่คณะ แล้วเกิดชนตูมกับนักศึกษาสาวคนหนึ่ง ถึงล้มไป คนละทาง ตะวันรีบลุกไปหา ขอโทษเธอ แม่สาวน้อย คนนั้นกำลังจะด่า แต่พอเห็นตะวันกลับเกิดปิ๊งทันที รีบบอกว่าไม่เป็นไร…ถามว่าเรียนคณะนี้เหรอ ตะวันพยักหน้า

“ฉันก็เรียนคณะนี้เหมือนกัน ฉันชื่อเกยูร”

” เราชื่อตะวัน” ตะวันมองเกยูร เธอชวนให้รีบไปกัน… พอเกยูรจะไปหยิบกระเป๋า นักศึกษาคนหนึ่งวิ่งมาเหยียบกระเป๋าเกยูรเต็มเท้า จึงเสียหลักลงไปตะครุบกบ ตะวันรีบไปช่วย หมอนั่นคือวนัส ตาขวางถามว่า ใครเอากระเป๋ามาวางวะ เกยูรโมโห เดินไปเอาเรื่อง

“ฉันเอง นายเหยียบกระเป๋าฉันเลอะหมดแล้วนะ”

จาก นั้นทั้งสองประคารม คนหนึ่งว่าซุ่มซ่ามเหยียบกระเป๋า อีกคนว่ากระเป๋าเธอทำให้เขาเจ็บตัว ตะวันเห็นจะต้องทะเลาะกันอีกนาน จึงไกล่เกลี่ยอย่าทะเลาะกันเลย พอวนัสว่าเขาเรียนคณะนี้ด้วย ตะวันจึงรีบชวนไปกัน ได้เวลารุ่นพี่นัดไว้แล้ว

ตะวันหิวน้ำ เกยูรจะพาไปร้านกาแฟอร่อย วนัสจะไปด้วย เกยูรกันว่าไม่ได้เชิญ ตะวันจึงขอให้วนัสไปด้วย หลังแนะนำชื่อแซ่กันทั้งสามคน วนัสปากเสียจนเกยูรเหม็นขี้หน้า
ทั้งสามเดินผ่านขอบสนามฟุตบอล เห็นสาวคนหนึ่งที่ตะวันไม่รู้ว่าชื่อปลายฟ้า ร้องขึ้นปิดตา เมื่อลูกบอลลอยลิ่ว มาหา ตะวันคว้าบอลใกล้มือเตะไปชนบอลลูกนั้นกระเด็นไปอีกทาง ปลายฟ้าจึงรอดถูกบอลอัด…ตะวันวิ่งไปหาเธอ บอกว่า บอลไปทางอื่นแล้ว เธอจึงเปิดหน้า ออกตัวว่าบอลมันลอยมาใส่เธอจริงๆ แล้วมันไปทางอื่นได้ไง วนัสจึงเตือนตะวันว่า บอกเขาไปสิว่าแกช่วยเขาไว้ ปลายฟ้าทึ่งที่ตะวันช่วยเธอไว้

คุณดารณีเดินมาหา เรียกปลายฟ้าว่าคุณพ่อรออยู่ รีบไปเถอะลูก ว่าแล้วดึงลูกสาวไปทันที ทุกคนจึงมองแม่พาปลายฟ้าขึ้นรถเก๋งไป แต่เกยูรเริ่มมองปลายฟ้าไม่พอใจ ด่าตามหลังว่า คนไม่มีมารยาท เขาช่วยไม่ขอบคุณสักคำ

ooooooo

เกยูร พาตะวันกับวนัสเข้าไปในร้านกาแฟเจ้าอร่อย แต่เป็นร้านของอรดี ทั้งสามเข้าไปสั่งกาแฟ แล้วตะวันเห็นราคาแก้วละ 60 บาท ร้องบอกว่าแพง อรดีโผล่หน้ามาบอกว่า ถ้าแพงก็ไม่ต้องกิน ตะวันถามว่าคุณเป็นใคร อรดียืดทันทีว่าเป็นเจ้าของร้าน ตะวันจึงแย้งว่า ขายของให้นักศึกษา ทำไมขายแพงนักล่ะครับ

“จะขายเท่าไหร่มันเรื่องของฉัน ใครอยากกินก็ซื้อ ไม่อยากกินก็ไม่ต้องซื้อ…ถ้าแกไม่มีปัญญาซื้อกินก็ออกไป เกะกะลูกค้าคนอื่น”

ตะวันมองอรดีอย่างไม่พอใจ เดินหนีออกไปทันที เกยูรกับวนัสวิ่งตาม

“กาแฟแก้วละไม่กี่บาทบอกว่าแพง พ่อแม่แกคงจนมากละสิ”

เกยูรกับวนัสยังชวนตะวันกลับเข้าไปกินอีกเพราะร้านนี้อร่อย ตะวันเชิญทั้งสองไปกินเลย เขาจะไม่ไปเหยียบร้านนี้อีก…

อรดี ยืนบ่นรังเกียจพวกไม่มีระดับ แต่วิมลเพื่อนเก่าแก่กลับเตือนว่า ค้าขายมันต้องง้อลูกค้าบ้าง อรดีด่าเปิงทันทีว่า ลูกค้าบ้าๆ เธอไม่เอาด้วย ง้อเฉพาะลูกค้ามีระดับ…พอดีลูกสาวรัฐมนตรีมาซื้อ อรดีรีบจัดให้ ทั้งไม่เอาเงิน อรดียิ้มอย่างสบายใจ

“จริงของแกนะ…” วิมลเริ่มเสียดสี “ถ้าแกไม่มองการณ์ ไกล สิบกว่าปีที่แล้วแกคงไม่ไปอยู่กับเศรษฐีฝรั่งจนได้สมบัติมาเป็นร้อยล้านหรอก …แล้วนี่กลับมาไม่เท่าไหร่ ลูกคุณหญิงวิจิตรากับท่านรัฐมนตรีสมภพมาร้าน ต้องดูแลเป็นพิเศษ ใช้ความรวยเข้าสังคมไฮโซจนพวกเขายอมรับ ฉันละนับถือความฉลาดของแกจริงๆ”

อรดีฟังแล้วยิ้ม วิมลเองก็ได้ผัวรวย จึงบอกว่า ถ้าวิมล ไม่รวย อรดีก็คงไม่คบ อรดีกลับบอกว่า เพื่อนเก่าแก่จนยังไง ก็คบ แต่อย่าเอาอดีตเราไปเล่าให้ใครฟังแล้วกัน…วิมลรับรองไม่เล่าแน่ บอกว่ารักอรดีจริง จึงจะมาชวนทำธุรกิจบริษัทขายเครื่องสำอาง…สองเพื่อนซี้จึงสุมหัวกันรวยต่อ ไป

ooooooo

ปลายฟ้าพยายามถามแม่ดารณีว่า คุณแม่มีอะไรเป็นพิเศษ แม่ก็ยังไม่บอก พาลูกสาวไปทำผมแต่งหน้าสวยเช้งแล้วพากลับบ้าน พอลงรถในตอนค่ำ ก็เห็นมุมบ้านสว่างไสว ปลายฟ้ายิ่งแปลกใจเมื่อแม่ดารณีบอกว่า พ่อกับแม่จัดงานเลี้ยงที่ลูกสาวสอบเข้า มหาวิทยาลัยได้ แต่ทำไมถึงจัดมากมายใหญ่โต พ่ออ้างว่าพ่อเป็นตำรวจใหญ่ทำอะไรให้สมฐานะ แล้วย้ำ

“ไม่สิ้นเปลืองอะไร เพราะพ่อไม่ได้ออกสักแดง คนที่ออกเงินอยู่โน่น” พ่อชี้ไปที่ชายหนุ่มคนหนึ่ง ถือดอกไม้ช่อโต เดินมาหาปลายฟ้า เธออุทาน “พี่ศศิน” เขาส่งช่อดอกไม้ให้ “สำหรับคนเก่งของพี่” ปลายฟ้ารีบบอกว่า คุณพ่อคุณแม่ไม่น่ารบกวนพี่ศศินเลย…เขาได้ทีรีบเปิดใจ

“พี่ขอร้องให้รับน้ำใจของพี่เอง” มองฟ้าตาเยิ้ม “พี่อยากทำอะไรเพื่อคนที่พี่รักบ้างน่ะครับ”

“บอกรักกันตรงนี้เหรอคะ ไม่อายคุณพ่อคุณแม่บ้างรึไง” ปลายฟ้าเขิน…แต่ทั้งพ่อและแม่มองศศินอย่างชื่นชม พ่อบอกอย่างพอใจ

“กล้าบอกรักลูกสาวต่อหน้าพ่อแม่ถือว่าจริงใจ…ลูกผู้ชาย ถ้ามีความจริงใจก็ถือว่าใช้ได้”

“เห็นศศินดีกับน้องอย่างนี้อาก็สบายใจ ขอให้เอ็นดูน้องอย่างนี้ตลอดไปนะจ๊ะ” ดารณีเสริมเต็มที่

“รับรองครับ ผมจะดูแลฟ้าไปจนชั่วชีวิตของผมเลย” ศศินเยิ้มใส่ปลายฟ้า พ่อแม่ปลื้มจนสุดขั้ว

ศศิน ถือโอกาสควงปลายฟ้าไปริมสระ เมื่อมีโอกาสที่จะได้ทำคะแนนเต็มที่…ศศินพยายามทำคะแนน ปลายฟ้าบอกว่า ความรักผู้ชายเริ่มจากร้อยแล้วค่อยน้อยลง เกรงว่าจะถึงศูนย์ พ่อแม่จะเสียใจภายหลัง

“ความรักของพี่มีแต่เพิ่มเป็นพันเป็นหมื่น…พี่รักฟ้ามาก…เชื่อในความรักของพี่นะ”

ปลายฟ้ารับคำ ศศินรีบหอมแก้มปลายฟ้า เธอขยับหนี เขารีบตัดพ้อว่าหวงตัวนัก แค่หอมแก้มเสียหายตรงไหน แล้วขยับตามหอม ปลายฟ้าผละหนี

” ถ้ารัก…พี่ศศินต้องให้เกียรติฟ้านะคะ” ศศินจำใจรับคำไม่สะใจโก๋นัก ปลายฟ้าจึงชวนกลับเข้าไปในงาน…ทั้งสอง เจอภัครินทร์ถือช่อดอกไม้มามอบให้ปลายฟ้า ปลายฟ้าเรียกพี่รินทร์อย่างคุ้นเคย เพราะเขาเป็นทั้งญาติและปลายฟ้าเป็นรุ่นน้อง ปลายฟ้าชื่นชมพี่รินทร์เพราะเขาทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ ด้านบันเทิงและเพลง และสั่งงานต่อหน้าปลายฟ้าและศศิน อย่างเฉียบขาดจนปลายฟ้าชม ศศินจึงตัดบทให้ปลายฟ้า

มาทำงานกับเขาดีกว่า แต่ปลายฟ้าไม่อยากทำงานกับศศิน ภัครินทร์จึงอธิบายว่า คู่รักทำงานด้วยกันมีโอกาสเลิกกันสูง ศศินจึงยิ้มออกมาได้…จากนั้นปลายฟ้าถูกเรียกไปพบมารดา เพื่อจะพาไปพบเพื่อนคุณหญิงที่บริเวณสนามที่จัดไฟไว้อย่างพราวพราย แขกมีระดับกำลังจ้อกันอย่างมันในอารมณ์

เมื่อปลายฟ้าเดินมากับคุณ ดารณี คุณอรดีก็นวยนาดมายื่นช่อดอกไม้ให้ปลายฟ้า พร้อมจีบปากแสดงความยินดี ชื่นชมที่เก่งจนสอบเข้าที่นี่ได้ ปลายฟ้าถ่อมตัว อรดียิ่งชมว่าปลายฟ้าถ่อมตัวดีจริงๆ อรดีหันไปทางศศิน ถามถึงท่าน รมต. ศศินรีบบอกคุณพ่อไม่ได้มา ท่านไปราชการต่างประเทศ

อรดีจึงบอกปลายฟ้า ว่า เธอเปิดร้านกาแฟในมหาวิทยาลัย ที่หนูเรียน ชื่อ ดีดีค็อฟฟี่ ว่างแวะไปชิม…ปลายฟ้าตาโตเพิ่งรู้ว่าร้านกาแฟกับขนมที่อร่อยสุดๆเป็นของ น้าอรดีเอง อรดีบอกศศิน ถ้าไปรับไปส่งหนูฟ้า ไปรอที่ร้านได้เลย ศศินรีบบอกอรดี ที่นั่นหนุ่มๆเยอะ ถ้าเห็นใครมาเกาะแกะปลายฟ้า ขอให้ โทร.บอก เขาจะไปจัดการ…ปลายฟ้าดุ ศศินรีบร้อง พี่กลัวแล้ว ทุกคนพากันขำ…อรดีมองศศิน เห็นอะไรดีๆในวันข้างหน้า…

ooooooo

ตะวัน กลับมายังหอพัก ยังไม่ทันพักเหนื่อยก็ได้รับโทรศัพท์จากอารักษ์ บอกว่าเพิ่งกลับมาถึงเชียงใหม่ก็โทร.หาลูกเลย…ทางมหาวิทยาลัยเป็นยังไง ตะวันรายงานสภาพทั่วไป มีทั้งเรื่องดีเรื่องไม่ดี แล้วต้องรีบตอบเรื่องที่ไม่ดี…กาแฟในมหาวิทยาลัยแพงมาก ตะวันถามว่าทำไมขายแพง เจ้าของร้านไล่ตะเพิดตะวันออกจากร้านเลย…พ่อรีบถามว่า ทำอะไรเขาหรือเปล่า ตะวันบอกเปล่า เขาเป็นเพียงสีหนึ่ง ในพระจันทร์สีรุ้ง แม้จะไม่ชอบ ตะวันก็ยอมให้มีสีนี้ อยู่ในชีวิต…แล้วเรื่องดีคือ

“ตะวันเจอสีที่ชอบแล้วครับ ชอบมากด้วย”

แม้ ว่าตะวันจะไม่ได้ให้รายละเอียดพ่ออารักษ์มากนัก แต่ตะวันก็ไม่ได้เสาะหาปลายฟ้ามากนัก ตรงข้าม…วันนี้ ปลายฟ้าพาฝนเพื่อนรักเดินหาตะวันจนเหนื่อยก็ไม่พบ ฝนถูกวนัสแซวว่าสวยจนใจเต้นระทึก ปลายฟ้ายิ้มให้เพื่อนขำๆ

หลังจาก ตามหาตะวันแทบจะวนรอบสนามบอลเป็นครั้งที่สิบ จึงเห็นตะวันในชุดกีฬากำลังดื่มน้ำ มีเกยูรมองตะวันอย่างชื่นชม ตะวันก็เห็นปลายฟ้ามายืนตรงหน้า เธอเรียกเขาอย่างดีใจ เขาแทบสำลักน้ำ “สวัสดีครับปลายฟ้า” ปลายฟ้าถามทันที รู้จักชื่อเธอด้วย? เขารับว่าได้ยินคุณแม่เธอเรียก ปลายฟ้าจึงบอก

“เมื่อวานฟ้ารีบไปเลยไม่ได้คุยกับคุณ ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยฟ้าไว้”

“ไม่เป็นไรครับ คนอื่นเห็นก็ต้องช่วยคุณเหมือนกัน”

เกยูร เห็น ไม่สบอารมณ์กี๋ มาจับแขนตะวันบอกว่าอย่ามัวคุยเลย เพื่อนๆรอในสนามแล้ว วนัสเหล่ใส่ฝน ขอร้องเธออย่าเพิ่งไปไหน อยู่ให้กำลังใจดวงน้อยๆของเขาก่อน ฝนตอบแสร้งไม่เต็มคำ อยู่ก็ได้ ปลายฟ้าเชียร์ตะวันขอให้ชนะ ตะวันยืดอกย้ำ เขาต้องชนะแน่…ว่าแล้ววิ่งลงสนาม วนัสตาม เกยูรหันมาให้ปลายฟ้ากับฝนร้องเพลง เกยูรจะเต้นเชียร์ เธออวดว่าเคยเป็นเชียร์ลีดเดอร์มือหนึ่งมาแล้ว ปลายฟ้ากับฝนจึงตกลงเชียร์ ตะวันกัน…เกยูรกับปลายฟ้าต่างก็เชียร์ตะวันไป เขม่นกันไป…

มี ช่วงหนึ่ง ตะวันกะโชว์ฝีเท้าให้สาวๆดูเต็มที่ ชู้ตประตู อย่างแรง…พลาดไปตั้งวา บอลลอยไปชนหน้าผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งริมสนามถึงหงายผลึ่ง…ตะวันวิ่งไป ประคองทั้งขอโทษ ถามว่าเจ็บมากไหม…ผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้นมา…เธอคืออรดีนั่นเอง

” ก็เจ็บสิ ถามอะไรโง่ๆ” อรดีตวาด แล้วมองตะวันอย่างจำได้…ตะวันเองก็จำได้ จึงตกใจมาก “แกเองเหรอที่เป็นคนทำ” ตะวันพยักหน้ารับ “แกนี่มันเลวจริงๆ แกต้องการแก้แค้นฉันใช่ไหม”

“แก้แค้น…คุณพูดเรื่องอะไร”

” ไม่ต้องมาทำไก๋ ฉันจะให้ตำรวจจับแก” อรดีควานหาโทรศัพท์ มองไปเห็นตกอยู่ที่พื้น ร้องกรี๊ดขึ้นทันที…ปลายฟ้า เกยูร ฝน กับวนัสวิ่งมาดู อรดีเห็นปลายฟ้า รีบไปหาขอยืมมือถือปลายฟ้าจะแจ้งตำรวจจับไอ้อันธพาลนี้ ชี้ไปที่ตะวัน… ปลายฟ้าตกใจ อรดีย้ำหนัก

“มันโกรธที่เมื่อวานน้าไล่มันออกจากร้าน วันนี้มันเลยจงใจเตะบอลอัดน้า มันอยากให้น้าเจ็บตัว”

“ผมไม่เคยคิดอย่างนั้น เรื่องเมื่อวานผมก็หายโกรธแล้ว” อรดีฟังแล้วร้องขึ้น “โกหก”
“น้าอรคะ ตะวันไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ”

“หนูฟ้า…รู้หน้าไม่รู้ใจ แค่น้ามองหน้ามันก็รู้แล้ว มันเลวมาแต่เกิด อย่าไปหลงกลมัน น้าจะให้ตำรวจจับมันเข้าคุก”

“อย่าให้เรื่องถึงตำรวจเลยค่ะ…ถือว่าฟ้าขอละกันนะคะ”

“เห็นแก่หนูฟ้า ไม่แจ้งตำรวจก็ได้…แต่มันต้องขอโทษน้า”

ตะวัน รู้ตัว รีบพนมมือ…ขอโทษครับ อรดีบอกทันที “ต้องกราบลงที่นี่” ชี้ลงที่เท้า ตะวันถึงชะงัก เกยูรทนไม่ได้ ออกมาชี้ “แค่เตะบอลโดนจะให้กราบเท้า มันจะมากไปนะคะ…”

“หรือจะให้แจ้งตำรวจ …ว่าไง จะกราบหรือไม่กราบ” ตะวันยืนนิ่งกำลูกแก้ว พยายามอดทนนึกถึงคำพูดของพ่อตอนให้สร้อย “ขอให้สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจ เวลามีเรื่องร้ายๆ ขอให้อดทน ให้คิดไว้เสมอว่าเราต้องผ่านมันไปให้ได้”

ตะวันลงนั่งคุกเข่า พนมมือกราบลงที่เท้าอรดี…อรดีมองแล้วยิ้มอย่างสะใจ

“พอใจรึยัง” วนัสถามอย่างชังอรดีเต็มแก่

“ยัง…กราบนี่เพื่อขอโทษที่ทำให้ฉันเจ็บตัว แต่เรื่องที่ทำโทรศัพท์ฉันพัง ต้องชดใช้…”

ถึง ความอดทนของตะวันแทบจะหมดสิ้นแล้ว…แต่คำมั่นสัญญากับพ่อ ทำให้เขาต้องอดทนต่อไป…ปัญหาใหญ่คือ เขาจะหาเงินที่ไหนตั้งสามหมื่นตามราคาที่ต้องชดใช้

ooooooo

ตอนที่ 4

เย็นมากแล้ว ตะวันกำลังล้างไม้ม็อปที่หลังร้าน พอหันไป พ่ออารักษ์มายืนอยู่ ตะวันถามทันทีว่า พ่อมาที่นี่ได้ยังไง พ่อย้อนทันทีว่า ทำไมตะวันต้องมาทำงานที่ร้านนี้

ตะวันพาพ่อมานั่ง มุมหนึ่ง เล่าเหตุที่ต้องมาทำงานใช้หนี้ พ่อฟังแล้วเล่นงานทันทีว่าทำไมไม่บอกพ่อ มาทำงานให้เหนื่อยทำไม เราพ่อลูกกัน ลูกเดือดร้อนพ่อต้องช่วย ตะวันสารภาพว่า แค่ค่าเรียน ค่าที่อยู่ ค่ากินก็เยอะแล้ว ตะวันโตแล้วควรรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ พ่อไม่อยากให้ตะวันเสียเวลาเรียน ตะวันว่าเขาโตแล้ว จะจัดการเรื่องนี้เอง เขาต้องทำงาน ให้พ่อกลับไปก่อน…

ตะวันกลับเข้าไปทำงาน อารักษ์มองร้านกาแฟแล้วพึมพำ…พ่อทนเห็นลูกลำบากไม่ได้ พ่อจะเอาเงินมาคืนเจ้าของร้านให้เอง

ooooooo

ตะวัน หารู้ไม่ว่าอรดีกับวิมล คืนนี้ออกมาจากบ่อนพนัน รวยมาหลายแสน จึงเข้าบาร์หรู นั่งจิบไวน์ อย่างมีความสุข พอศศินเข้ามาทักทายโดยบังเอิญ อรดีจึงสอพลอศศินลูกชายท่านรัฐมนตรีว่า มีคนมาเกาะแกะปลายฟ้า ศศินฟังแล้วโกรธ ถามว่าใคร?

“ไอ้ตะวันค่ะ…หนูฟ้ามาทีไร มันปรี่เข้าหาชวนคุยโน่นนี่ พยายามจะตีสนิทหนูฟ้า ไอ้ตะวันหวังตกถังข้าวสาร…คุณศศินไม่ต้องห่วง น้าสั่งห้ามไอ้ตะวันไม่ให้ยุ่งกับหนูฟ้าเด็ดขาด มันคงไม่กล้าแล้วละ”

ศศิน ฟังอรดีแล้วมองอย่างไม่ไว้ใจ แต่ขอบคุณแล้วขอตัวผละไป อรดีบอกวิมลว่าตีสนิทลูกเหมือนได้บารมีจากพ่อ คนมีอำนาจ เอาใจไว้มีแต่รุ่งกับรุ่ง…

แต่ตะวันกลับไปที่พักแล้ว นอนเหม่อตาลอย นึกถึงตอนที่ปลายฟ้าแนะนำศศินว่าเป็นแฟนของเธอ ทำให้ตะวันเจ็บแปลบถึง
หัวใจ…ยิ่งนึกถึงคำของอรดี ที่เปรียบเขาเป็นหมาวัด ไม่มีวันที่ดอกฟ้าจะโน้มกิ่งลงมาหาได้ ตะวันได้แต่ชอกช้ำใจ…

อาการอย่างนี้ อารักษ์เห็นแล้วต้องเดินมาหาลูกชาย ถามอย่างเป็นห่วง ตะวันจึงสารภาพ

” คุณฟ้ามีแฟนแล้วครับพ่อ แฟนเขาทั้งหล่อทั้งรวย เหมาะกันทุกอย่าง ตะวันเคยคิดว่าความรักสวยงามและจะทำให้เรามีความสุข ไม่คิดว่าถึงเวลาจริงๆจะทำให้ตะวันเจ็บปวดอย่างนี้”

“ตะวันไม่ได้เจ็บปวดเพราะความรัก แต่เจ็บเพราะความคาดหวัง” พ่อเตือน

“รักใครก็ต้องหวังจะให้เขารักตอบ  ไม่งั้นจะรักไปทำไมล่ะครับ”

“เวลาเห็นรอยยิ้มของปลายฟ้า ตะวันรู้สึกยังไง”

“หัวใจพองโต ทั้งโลกสดใส ทุกสิ่งรอบตัวสวยงามไปหมด ความสุขมารวมกันที่รอยยิ้มของฟ้า”

“แล้วตะวันมีความสุขไหม” เจอคำถามของพ่อ ตะวันอึ้ง แล้วค่อยๆยิ้ม

“หรือว่า…ความสุขของความรักไม่ใช่การได้รักกลับคืนมา แต่คือการได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข”

“เหมือนที่พ่อรักตะวัน…ยิ้มให้พ่อดูหน่อยซิ” อารักษ์ยิ้มให้ลูกอย่างอ่อนโยน…ตะวันมองพ่อแล้วยิ้มอย่างสบายใจขึ้น…

ooooooo

ปลาย ฟ้ากับฝนเดินหน้าม่อยออกมาจากห้องสมุด เพราะหนังสือที่จะมายืมไปทำรายงานหมดเกลี้ยง คนอื่น มายืมไปหมดแล้ว ปลายฟ้ากับฝนเดินมาได้หน่อย เห็นคนมุงจึงเข้าไปดู…เห็นลูกโป่งหลายใบลอยอยู่ มีข้อความว่า “วิธีใช้ โปรดดึงขึ้น” มันมีเชือกผูกลงไปในถังทรงสูง ฝนมองลงไป เห็นข้อความ “สำหรับคุณปลายฟ้า”

ฝนตื่นเต้นรีบให้ปลายฟ้าดึงขึ้น อยากรู้ว่าข้างล่างมีอะไร ปลายฟ้าค่อยๆดึงขึ้นมา ทั้งสองสาวกรี๊ด เมื่อเห็นดอกไม้ สีขาวขึ้นมา แสดงว่ามีคนส่งดอกไม้ให้ปลายฟ้า พอดึงปลายเชือกอีก มีหนังสือเล่มหนึ่งติดขึ้นมา ทั้งสองร้องดีใจ เพราะมันเป็นหนังสือที่กำลังอยากได้มาทำรายงาน ปลายฟ้าดึงการ์ดเล็กๆมาอ่าน “รักคือการให้…ผมให้คุณครับ ปลายฟ้า”

“ไม่มีชื่อคนส่งด้วย ใครส่งมานะ” ปลายฟ้าพยายามพลิกหาคนส่งมา แต่ไม่มี…ปลายฟ้าหารู้ไม่ว่า ที่มุมหนึ่งไม่ไกลนัก ตะวันแอบมองปลายฟ้าอย่างมีความสุข…

ขณะตะวัน ยิ้มอยู่คนเดียว เกยูรมาจ๊ะเอ๋ข้างหลัง เขาจึงหันมาต่อว่า เกยูรรีบโอ๋แบบปลอบเด็ก แล้วถามว่า กำลังคิดถึงใคร เขาแก้ว่า คิดถึงที่จะขึ้นเวทีประกวด เกยูรขอให้ตะวันอวยพรให้เธอชนะ เกยูรซักอีกว่า ถ้าเจอปลายฟ้า เขาจะอวยพรให้เหมือนที่อวยพรให้เธอหรือเปล่า

“ปลายฟ้าประกวดด้วยเหรอ” ตะวันตาโตจนลืมตัว

“แค่ฟังชื่อตาวาวเชียว…ตะวันชอบปลายฟ้าใช่ไหม” ตะวันฟังแล้วช้ำ บอกเกยูรเศร้าๆ

“ไม่ว่าจะรู้สึกยังไง เรากับคุณฟ้าคงเป็นได้แค่เพื่อน… ดินอย่างเราไม่คู่ควรกับดาวอย่างคุณฟ้า”

“รู้ตัวก็ดี” เกยูรรีบเสริม “รักคนที่ต่างกันมากๆ ไม่มีความสุขเหมือนรักคนเท่าเทียมกันหรอก ตัดใจจากปลายฟ้าเถอะนะตะวัน”

ตะวันฟังแล้วห่อเหี่ยวหัวใจ…

ooooooo

วันนี้ อารักษ์มาที่ร้านกาแฟของอรดี ถามคนในร้านหาเจ้าของ อารักษ์ต้องนั่งรอกระวนกระวาย และยังไม่รู้ว่าเจ้าของร้านเป็นใครด้วย…ส่วนตะวันยังไม่มาที่ร้าน   เพราะกำลังไปประกวดดาวเดือนของคณะต่างๆ  กำลังชุมนุมที่หอประชุมอย่างครึกครื้น ส่วนตะวันและผู้ที่ถูกส่งเข้าประกวดต่างตื่นเต้น ไม่คุ้นเคยเวทีด้วยกัน

เกยูร เอาใจตะวันเป็นพิเศษ ลงทุนนวดให้อย่างไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย ฝนมากับปลายฟ้า บอกนวดแบบนี้ไม่ดี เกยูรไม่พอใจ หันมาถามว่าวิธีไหนที่ดีกว่า ปลายฟ้าจึงบอกให้ทำตามที่อาจารย์แผนกละครสอนไว้ ปลายฟ้าจับท้องตัวเอง ให้หายใจเข้าช้าๆ ตั้งสมาธิที่ลมหายใจ แล้วค่อยๆผ่อนลมออก ตะวันทำตาม เกยูรมองแล้วเขม่นเต็มแก่ แต่ตะวันทำตามปลายฟ้าแล้วยิ้มอย่างพอใจ ชมว่าวิธีของเธอได้ผลจริงๆ

เมื่อพิธีกรหญิงประกาศเชิญผู้เข้าประกวดขึ้นเวที ตะวันมองปลายฟ้า ที่กระเป๋าของเธอมีกุหลาบขาวเสียบไว้ จึงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ…

ที่ ร้านกาแฟของอรดี อารักษ์มารอเจ้าของร้านจนเบื่อ พอไปหยิบหนังสือมาอ่านจากหิ้ง อรดีเข้ามา คนในร้านจึงชี้มาที่อารักษ์ว่าเขามารอพบ…อรดีมองอารักษ์ ทีแรกจำไม่ได้ เพราะสมัยก่อนเขาแต่งเป็นหญิง แต่ตอนนี้เปลี่ยนไป พออารักษ์ หันมาเห็นอรดีแทบช็อกตาย

“อรดี” อารักษ์อุทาน อรดีมองแล้วยังจำไม่ได้ จึงได้แต่มองอย่างหยามเหยียด ถามว่าเรารู้จักกันด้วยเหรอ อารักษ์ไม่ตอบ ก้มหน้าหลบไม่อยากให้อรดีจำได้…แต่แล้วอารักษ์แทบช็อก เมื่ออรดีร้องขึ้น

” นังรักษ์” ทั้งสองจึงนั่งลง เปิดการสนทนาอย่างคุ้นเคย แต่คนละมาด อารักษ์พูดด้วยความร้อนใจ กลัวอรดีถามถึงลูก แต่อรดีรุ่มร้อนกลัวในเรื่องส่วนตัวเก่าๆ อรดีจึงเฝ้าแต่บอกว่าดีใจจริงๆ ตลอดเวลานึกถึงอารักษ์ ที่เป็นเพื่อนที่ดีตลอดมา แล้วอรดีกลับบอกว่า ที่ร้อนใจก็เรื่องเงินที่ยืมอารักษ์ไปสามหมื่น กลับจากนอกไปหาที่พัทยาแต่ไม่พบ…จึงหยิบเงินสามหมื่นออกมาส่งให้ใช้หนี้ ที่ยืมไป ทั้งขอบใจที่เคยช่วยไม่ขาดปาก ทั้งๆที่อารักษ์บอกว่า เขาลืมเงินก้อนนี้ไปแล้ว ไม่คิดว่าจะได้คืน

“ฉันตั้งใจ ชาตินี้ต้องคืนเงินเธอให้ได้ ฉันไม่เก็บเงินใครไว้เป็นของตัวเอง ยังไงต้องคืนเจ้าของ”

“แล้วถ้า…” อารักษ์นึกถึงตะวัน “ถ้าของสิ่งนั้นเป็นของที่เจ้าของไม่ต้องการ เธอจะคืนให้ไหม”

” ต้องคืน…ที่ว่าเจ้าของไม่ต้องการ   บางทีเป็นอารมณ์ชั่ววูบ พออารมณ์ดีกลับมาเห็นค่าของมันเหมือนเดิม ยิ่งถ้าเป็นของฉันด้วยแล้ว ยังไงฉันก็อยากได้คืน” อารักษ์ยิ่งกังวล “แล้วนี่เธอมาหาฉันเรื่องอะไร รู้ได้ไงว่าฉันเป็นเจ้าของร้านนี้” อารักษ์รีบแก้ตัวว่าไม่รู้ว่าเป็นเจ้าของร้าน จะมาหาอีกร้าน เพราะเป็นร้านกาแฟเหมือนกัน นี่มาผิดร้านถึงเจอเธอ อรดีถอนใจ “เทวดาคงสงสารเพื่อนรักที่ไม่เจอกันนาน จึงดลบันดาลให้มาที่ร้านฉัน…แล้วนี่จะไปหาเพื่อนใช่ไหม   อย่าเสียเวลาเลย ไปเถอะ วันหลังค่อยคุยกันใหม่”

อารักษ์เองก็อยากหนีไปไวๆ รีบบอกลาทันที เดินกะเผลกขาไป แล้วตกใจเมื่ออรดีเรียกไว้

“อรดีคนเก่าตายไปแล้ว ให้เรื่องเก่าๆตายไปพร้อมอรดีคนเก่า อย่าพูดอดีตของฉันให้ใครฟังนะ”

“อย่าห่วงเลยอร” อารักษ์โล่งใจ “ฉันไม่คิดพูดเรื่องอดีตอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องของเธอ”

อรดีมองตามอารักษ์ที่เดินจากไปอย่างมีความสุข แต่แล้วก็เริ่มหงุดหงิด

“ผีห่าตัวไหนดลใจให้มันมาที่นี่นะ ถ้ามันมาโพนทะนาเรื่องเก่า…มายืมเงินจะทำยังไง?”

ส่วน อารักษ์โล่งใจที่อรดีไม่ทวงเรื่องลูกตะวัน “แต่ ทำไม…พระพรหมท่านเล่นตลกอะไรกับผม ในเมื่ออรดีไม่ต้องการตะวัน แล้วท่านลิขิตให้พวกเราพบกันอีกทำไม?”

ooooooo

ที่ห้องประชุม นาทีนี้ เมื่อพิธีกรประกาศผลการคัดเลือกเป็นดาวมหาวิทยาลัยประจำปีนี้คือ…ปลายฟ้า สุขสถาพร…ปลายฟ้าประหม่าสุดๆ ฝนพาเพื่อนๆไชโยโห่ร้อง กระโดดโลดเต้นเป็นผีเข้าเหมือนคนบ้าอยู่นาน ตะวันยิ้มให้ปลายฟ้า ดีใจกับเธอสุดๆ แต่เกยูรหน้ามุ่ยไม่พูดไม่จา

ลำดับต่อมา พิธีกรประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นเดือนของมหาวิทยาลัยคือ…ตะวัน บุษบาภิบาล…ตะวันหน้าเหลอ พวกเพื่อนๆเต้นเป็นลิงค่างโห่ไม่รู้จบ ปลายฟ้ากับตะวันเดินออกมาหน้าเวที ยิ้มให้กันเขินๆ เกยูรคนเดียวที่หมั่นไส้แทบตาย…

อาจารย์มอบช่อดอกไม้ให้ทั้งสอง พิธีกรหญิงประกาศหน้าที่ให้ทั้งสองเป็นตัวแทนถือพานไหว้ครูประจำปี มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้มหาวิทยาลัย จากนั้นมีการถ่ายรูปกันวูบวาบ สั่งทั้งสองชิดกันเข้าไปอีก…ตะวันแอบมองปลายฟ้าอย่างมีความสุข…